กลุ่มนโยบายสาธารณะและกฎหมาย>น-การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนเมืองแออัด ในประเทศไทย: การมีส่วนร่วมของชุมชน (ระยะที่ 2)-นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และคณะ
น-การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนเมืองแออัด ในประเทศไทย: การมีส่วนร่วมของชุมชน (ระยะที่ 2)-นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และคณะ
ผู้วิจัย : ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และคณะ   โพสต์ เมื่อ 13 มกราคม 2023

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายและพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนเมืองแออัดในกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างการศึกษาเชิงปริมาณ 1,996 คน และการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อถอดบทเรียนรูปแบบที่ดีในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในชุมชนเมืองแออัด ดำเนินการโดยสนทนากลุ่ม 124 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก 85 คน สำหรับการทดสอบความเป็นไปได้ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นดำเนินการโดยสนทนากลุ่ม 120 คน ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2565 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทำนายการปฏิบัติการป้องกันโรคโควิด-19 ของกลุ่มตัวอย่างต่อบุคคลทั่วไปและบุคคลใกล้ชิด ประกอบด้วย บริบทแวดล้อม ประสิทธิภาพการสื่อสารของรัฐบาล การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิด-19 ทัศนคติต่อผลที่เกิดจากการมีผู้ติดเชื้อหรือถูกกักกัน การได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มากกว่า 2 เข็ม ความเข้มแข็งของชุมชน และสุขภาพจิต จากการถอดบทเรียนและการทดสอบความเป็นไปได้พบว่า รูปแบบที่ดีในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ของชุมชนเมืองแออัดในประเทศไทยตามแนวคิด CIPP Model ประกอบด้วยบริบท: มีทุนชุมชนและทุนจากภายนอก ปัจจัยนำเข้า: มีงบประมาณเพียงพอ มีทีมหลักในการทำงาน มีอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อที่เพียงพอ และมีระบบช่วยเหลือสนับสนุน กระบวนการ: สร้างกลุ่มคนของชุมชนทำงานในพื้นที่ เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม สร้างค่านิยมร่วมกัน มีบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่ดี และมีแผนสำรองเสมอ และผลลัพธ์: ควบคุมโรคระบาดได้ มีทีมเชิงรุกของชุมชน มีความกลมเกลียวสามัคคีของชุมชน เกิดค่านิยมร่วมเกี่ยวกับความปลอดภัย ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีฐานข้อมูลผู้ติดเชื้อในชุมชนเบื้องต้น และมีระบบบริหารจัดการที่ดี โดยคำนึงถึงช่วงเวลาของการระบาดในชุมชน ความชัดเจน และความรวดเร็วในการดำเนินการ

ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายควรสร้างความเข้มแข็งของชุมชนที่เอื้อต่อการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 จัดทำระบบฐานข้อมูลชุมชน สร้าง ธำรงรักษา และพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครในชุมชน ได้แก่ อสส. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) สร้างบริบทแวดล้อมที่เอื้อต่อการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 สร้างภาคีเครือข่ายภายในและภายนอกชุมชนในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 การสื่อสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการสื่อสารผ่านบุคลากรสุขภาพ อสส./อสม. สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ซึ่งการสื่อสารต้องมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ ชัดเจน สั้นกระชับได้ใจความ สื่อสารตรงกัน โปร่งใส และรวดเร็วทันเวลานอกจากนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม รวมถึงมีการประเมินและติดตามสุขภาพจิตของคนในชุมชนเมืองแออัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย

This study aimed to identify predicting factors of COVID-19 outbreaks in urban slum areas, and to develop a model for prevention and control of such outbreaks. Quantitative data were obtained from 1,996 participants, and qualitative data were gathered for lessons learned regarding an appropriate model of COVID-19 outbreak prevention and control in urban slums using focus group discussions with 124 participants and in-depth interviews with 85 participants. Data were gathered for feasibility testing of the model using focus group discussions with 120 participants between December 2021 and December 2022. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics and structural equation modeling (SEM), and qualitative data were analyzed using content analysis.

The study revealed that the predicting factors for participants' COVID-19 prevention practices, both in the context of the general public and of close contacts, included: context, effective government communication, reliability of information about COVID-19, perceived information about COVID-19, knowledge of its prevention, attitudes towards the consequences of being infected or quarantined, having received more than two doses of COVID-19 vaccine, community strength, and mental health status. From the lessons learned and the feasibility testing, it was found that the model of COVID-19 outbreak prevention and control in urban slums in Thailand follows the CIPP Model framework. This model consists of Context (C): having community capital and outsourcing capital; Input (I): having an adequate budget, core team, PPE, and support system; Process (P): capacity building of community members, enhancing community participation, building shared values, an area-based management approach, and having a backup plan; and Product (P): control the outbreak, community proactive team, community harmony, shared values of safety, community strength, basic community infection database, and community management; considering the timing of the outbreak in the community, as well as the clarity and the timeliness of the response.

Therefore, policymakers should build community strength to enhance the prevention and control of COVID-19 outbreaks; emphasize the development of a community database; create, retain, and develop community volunteers, such as Health Volunteers in Bangkok (HVs), Village Health Volunteers (VHVs), Migrant Health Volunteers (MHVs); create contexts that are conducive to COVID-19 epidemic prevention and control; and create network partners inside and outside the community to prevent and control COVID-19 outbreaks. Effective communications about COVID-19 should focus on healthcare personnel, HVs, VHVs, television, and social media. Communications should be accurate, credible, clear, concise, and use single messages, while also being transparent and dispensed in a timely fashion. In addition, governments and related organizations should offer appropriate remedial or subsidized measures and continuously evaluate and monitor the mental health of people in urban slums to assist in preventing suicide.