กลุ่มนโยบายสาธารณะและกฎหมาย>ด-ความเปราะบางในครัวเรือนไทยและความเหลื่อมล้ําของโอกาสการศึกษาของเด็ก-ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะ
ด-ความเปราะบางในครัวเรือนไทยและความเหลื่อมล้ําของโอกาสการศึกษาของเด็ก-ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะ
ผู้วิจัย : ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะ   โพสต์ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2022

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1. การสํารวจและวัดระดับความเปราะบางของครอบครัวในประเทศไทย โดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์จากการสํารวจครัวเรือนของสํานักงานสถิติแห่งชาติในปีพ.ศ. 2562 นํามาวิเคราะห์ความเปราะบางตามกลุ่ม เช่น กลุ่มชั้นรายได้ทางเศรษฐกิจและสังคม เพศ จังหวัดหรือภูมิภาค และศึกษาในประเด็นความเหลื่อมล้ําในโอกาสทางการศึกษาของเด็ก สะท้อนจากตัวชี้วัด 1) รายจ่ายของครอบครัวในการศึกษาเด็กซึ่งแตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนรวยและคนจน 2) การกระจายตัวของโรงเรียนอย่างไม่เท่าเทียมกันตามภูมิภาคหรือจังหวัดที่เลือกอคติต่อเด็กในพื้นที่ห่างไกลและในชนบทและ 3) ความเหลื่อมล้ําในผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่วัดโดย คะแนน ONET (ระดับประถมศึกษา 6) 2. การสํารวจภาคสนามและการประชุมกลุ่มย่อยได้ดําเนินการเพื่อทําความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าผู้คนมีปฏิกิริยาอย่างไรและปรับพฤติกรรมของพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลําบากเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ําหลังจากการระบาดของ COVID19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2020 และ 2021) โดยเน้นกรณีศึกษาครัวเรือนที่อ่อนแอ โดยทําการการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากฐานข้อมูลสํารวจครัวเรือนขนาดใหญ่ปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นแบบสํารวจสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอนครอบคลุม 77 จังหวัดจากทั้งชุมชนในเมืองและในชนบท และเสนอและนําตัวชี้วัดความเปราะบาง 10 ประการ มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ เช่น การออมของครัวเรือนน้อยเกินไป การพึ่งพิงรายได้จากภายนอกสูง การเป็นหนี้สินและใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการบริโภค และอื่น ๆ ซึ่งผลรวมของตัวบ่งชี้ 10 ตัว เป็นดัชนีความเปราะบางบ่งบอกถึงระดับของความเปราะบางในครัวเรือน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ไม่มีความเปราะบาง เปราะบางอย่างอ่อน และเปราะบางสูง

ผลการวิจัยพบว่า ประการแรก จาก 10 ตัวบ่งชี้ของความเปราะบาง ระดับของความเปราะบางจะแตกต่างกันไปตามตัวบ่งชี้ต่างๆ โดยในผลการศึกษารายงานว่า ประชาชนส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อการบริโภคกล่าวคือ เงินที่ยืมมาถูกใช้เพื่อการบริโภคทั้งหมด ประการที่สอง ระดับของความเปราะบางแตกต่างกันไปตามกลุ่มชั้นรายได้ทางสังคมและเศรษฐกิจ สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากข้อจํากัดในการสร้างรายได้การศึกษาต่ํา การพึ่งพารายได้จากภายนอกครัวเรือนสูง ประการที่สาม จากการสํารวจความคิดเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถาม 286 คน ใน10 จังหวัด สรุปได้ดังนี้1) เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ําและ 2) การระบาดของโควิดทําให้หลายอาชีพมีการปรับพฤติกรรม เช่น การนําเงินออมออกมาใช้จ่าย การก่อหนี้ใหม่และการเปลี่ยนงานหรือค้นหาแหล่งรายได้ใหม่ เนื่องจากการว่างงานหรือการเลิกจ้าง ผู้คนจํานวนมากเคลื่อนย้ายระหว่างภูมิภาค ประการที่สี่ ความเหลื่อมล้ําด้านการศึกษาของเด็กกี่ยวข้องกับฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวเชื่อมโยงถึงการลงทุนด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มชั้นรายได้ (จน/รวย) แตกต่างกันหลายเท่าและความไม่พร้อมของการจัดการศึกษา และมีข้อจํากัดด้านงบประมาณ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัมฤทธิผลทางการศึกษาจากการศึกษาซึ่งวัดด้วยคะแนน O-Net ของระดับประถมศึกษาที่ 6 และประการที่ห้า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 80 ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นหรือกลุ่มชุมชนโครงการช่วยเหลือที่อ้างถึงบ่อย ได้แก่ โครงการ "ครึ่งและครึ่ง" โครงการ "เราชนะ" และ "สวัสดิการของรัฐพลังประชารัฐ" ที่เรียกกันทั่วไปว่า "บัตรคนจน" เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน

This research project is set for two modest objectives: First, to explore and to measure degree of vulnerability among Thai households, based on the household survey conducted by the National Statistical Office in the year 2019and, further, to perform comparative statistics of vulnerability by groups, for instances, socio-economic classes, gender, and provinces or regions. Included in this part reports a study and discussion on the topic inequality in child education as evidenced from i) family expenditure on child education which varied considerably between the rich- and the poor-households, ii) unequal distribution of school by regions or provinces which selectivity bias against children in remote and rural areas, and iii) disparities in educational achievement as measured by the ONET_score (prathom 6 level). Second, the field surveys and the focus group meetings were performed to deepen our understanding of how poeples’ reacted and adjusted their behaviors in time of hardship due to economic slump after COVID19 pandemic over the past 2 years (2020 and 2021) with a highlight of case studies of vulnerable households. Varieties of peoples’ adjustment in time of hardship are noted: for instances, saving withdrawal, budget expenditure cut, indebtedness, back to farming, or labor migration, etc. Another topic of study is how peoples seeked or obtained government assistance and welfare and their opinions with respect to government assistance.

Findings: First, from 10 indicators of vulnerability are combined with notes and discussions. Incidence vulnerability varies from one indicator to another. Second, degree of vulnerability varies by socio-economic classes – two groups that are highly vulnerable are: i) the elderly and those economically inactive group and ii) manual worker and informally employed. Part of the reasons might be due to limitation in income generation, low-education, highly dependent on remittance income. Third, from questionnaire survey from 286 respondents over 10 provinces, two concluding notes are summarized: i) due to economic depression and COVID pandemic some occupations had to adjusted behaviors such as: i) saving withdrawal; ii) incur new debt, iii) change jobs or finding new sources of revenue; iv) due to unemployment or lay-off, many people geographically move across provinces. Fourth, over 80 percent of respondents reported that they seeked and received government assistances, or local authorities or community groups. Among the frequently cited assistance programs are: the “half-and-half” program in which the consumers paid 50% of the product price and the rest paid by the Ministry of Finance