กลุ่มนโยบายสาธารณะและกฎหมาย>น-การพัฒนาธุรกิจชุมชนโคเนื้อในการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน-นลินี คงสุบรรณ์
น-การพัฒนาธุรกิจชุมชนโคเนื้อในการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน-นลินี คงสุบรรณ์
ผู้วิจัย : ดร.นลินี คงสุบรรณ์   โพสต์ เมื่อ 06 มิถุนายน 2022

โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาธุรกิจชุมชนโคเนื้อในการพัฒนาอาชีพบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาธุรกิจชุมชนโคเนื้อ ด้วยการบริหารจัดการโซ่อุปทานการผลิต และ 2) เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาอาชีพ และธุรกิจชุมชนโคเนื้อบนพื้นที่สูง การวิจัยครั้งนี้ได้เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจาก 6 ชุมชน จำนวนเกษตรกร 103 ครัวเรือน จำแนกตามรูปแบบการเลี้ยง 2 รูปแบบ ประกอบด้วย การเลี้ยงโคเนื้อพื้นเมืองในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 จำนวน 93 ราย และการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมเลือดยุโรป ในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 3 4 และ 5 จำนวน 10 ราย พื้นที่วิจัยอยู่ในอำเภอแม่จริม สันติสุข และปัว จังหวัดน่าน ผลการศึกษา พบว่า

ธุรกิจชุมชนโคเนื้อมีการบริหารโซ่อุปทาน 3 ห่วงโซ่ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโซ่ที่ 1 การผลิต ชุมชนมีขนาดฝูงโค จำนวน 1,200 ตัว เป็นโคแม่พันธุ์ จำนวน 572 แม่ การจัดการองค์ความรู้ด้านการจัดการพันธ์ อาหาร และสุขศาสตร์สัตว์ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจาก 1) จำนวนโคที่เพิ่มขึ้น ลูกโคเพิ่มขึ้นจาก 286 ตัว เป็น 343 ตัว และโคขุน จาก 176 ตัว เพิ่มขึ้นเป็น 211 ตัว 2) มูลค่าอาหารหยาบลดลงจาก 7,213.39 บาท/ตัว เป็น 6,150.89 บาท/ตัว สำหรับโคพื้นเมืองขุน และจาก 1,050.00 บาท/ตัว เป็น 625.00 บาท/ตัว สำหรับลูกโค และ 3) มูลค่าเวชภัณฑ์สัตว์ลดลงจาก 378.21 บาท/ตัว เป็น 340.39 บาท/ตัว สำหรับโคพื้นเมืองขุน และจาก 151.29 บาท/ตัว เป็น 136.16 บาท/ตัว สำหรับลูกโค ชุมชนมีกำไร 1,281,516.30 บาท และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 18.43 โซ่ที่ 2 การรวบรวมชุมชนมีการบริหารจัดการในกิจกรรมการรวบรวมโคขุนมีชีวิต 211 ตัว และลูกโคเพศผู้ 171 ตัว ชุมชนมีกำไร 246,904.33 บาท อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 3.48 และ โซ่ที่ 3 การตลาด ชุมชนมีการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการตลาด ชุมชนมีกำไร 351,437.66 บาท โดยมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 4.65 การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจชุมชนตลอดโซ่อุปทานการผลิตโคเนื้อพื้นเมืองมูลค่า 1,793,039.15 บาท หรือเพิ่มร้อยละ 25.47 ของฐานมูลค่าเศรษฐกิจเดิม

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ประกอบด้วย

  1. ธุรกิจชุมชนโคเนื้อพื้นเมือง เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และยึดเป็นอาชีพหลักที่ต้องการกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อจัดการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต 3 เรื่อง (การจัดการพ่อแม่พันธุ์ การจัดการพืชอาหาร และการจัดการสุขศาสตร์สัตว์) โดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนอื่น เพื่อให้การเลี้ยงโคพื้นเมือง สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ทดแทนและลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  2. การพัฒนาให้ธุรกิจชุมชนโคเนื้อมีความยั่งยืนต้องการการสร้างแรงจูงใจให้แก่ชุมชน เพื่อลดต้นทุนการผลิตผ่านโครงการภาครัฐ เช่น โครงการธนาคารโคกระบือ โครงการการเลี้ยงโคเนื้อแปลงใหญ่ เป็นต้น
  3. ควรได้รับการผลักดันและเชื่อมโยงการตลาดอย่างเป็นระบบ ทั้งตลาดภายในและตลาดส่งออก จากการเป็นจังหวัดการค้าชายแดน ไปยังประเทศจีนซึ่งมีความต้องการบริโภคเนื้อโคจำนวนมาก
  4. การสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อลดความขัดแย้งกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่อนุรักษ์และดูแลพื้นที่กับชุมชนให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ชุมชนสามารถทำการผลิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และดูแลป่าชุมชนตามเป้าหมายของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
  5. การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดการบริหารขนาดใหญ่ร่วมกัน และเกิดการใช้ประโยชน์ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้เกิดการบริหารจัดการโซ่อุปทานที่ครบวงจร อันจะทำให้ธุรกิจชุมชนโคเนื้อเกิดความเข้มแข็ง และยั่งยืน
  6. การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (เช่น การท่องเที่ยว และพาณิชย์จังหวัด เป็นต้น) ให้มีการส่งเสริมองค์ความรู้สู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
  7. แนวทางการพัฒนาธุรกิจชุมชนโคเนื้อนี้ ควรที่จะนาไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดเป็นเครือข่ายและเกิดการขยายผลในจังหวัดน่าน หรือพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน

The research objectives of this project (the development of cattle farming as a community business for career expansion in upland areas, Nan Province) were:

  1. to increase cattle community business by supply chain management and
  2. to propose policy recommendations for career expansion and the cattle community business in upland sites. This study was conducted through deliberate sampling from six communities, a total of 103 farming households. There were two farming systems: 93 farmers who farmed native breed cattle in watershed classifications one and two, as well as 10 farmers who farmed European crossbred cattle in watershed classifications three, four, and five. The research was carried out in Mae Charim, Santi Suk, and Pua districts, Nan Province. The findings showed:

There were three supply chains in the beef cattle business which made the difference. The first step was production. There were 1,200 cattle in the herd; 572 of whom were breeders. Knowledge in breeding technique, feed, and animal hygiene was used to increase production efficiency and showed that:

  1. there was an increase in cattle numbers. Calves increased from 286 to 343 and beef cattle increased from 176 head to 211,
  2. the cost of roughage decreased from 7,213.39 Baht/cattle to 6,150.89 Baht/cattle for Beef cattle production, and from 1,050.00 Baht/cattle to 625.00 Baht/cattle for calves’ production and
  3. animal drug costs reduced from 378.21 Baht/cattle to 340.39 Baht/cattle for beef cattle production and from 151.29 Baht/cattle to 136.16 Baht/cattle for calves production. The community made 1,281,516.30 Baht in profit and Return on Investment was 18.43%.

The second step was aggregation. There were collection, storage, and transport activities in the community. 211 live beef cattle and 171 male calves, worth around 246,904.33 Baht, Return on Investment was 3.48%.

The third step was market. There was a connection between the community and distributors, worth 351,437.66 Baht, Return on Investment was 4.65%. The change in community business throughout native beef cattle supply chain, valued at 1,793,039.15 Baht or 25.47% increase from previous economic value.

Policy Recommendations consist of

  1. Native beef cattle are economic livestock which have the potential for income generation and form the main occupation for farmer groups. There are three main issues (beef cattle herd management, feedlot management, and livestock hygiene) needed for increased knowledge and improvement in production technology. Department of livestock development and other support agencies promote cattle farming to generate enough income and reduce corn planting for animal feeding.
  2. The sustainable community business development of cattle farming requires motivation for the farmers to reduce the costs. This could be via government projects such as The Royal Cattle and Buffalo Bank and Large-Scale Cattle Project.
  3. To support farmers and link them to the market both national and global network especially border trade with China where there is high demand in beef consumption.
  4. Public participation process should be designed to relieve the conflicts with government agencies who conserve and take care of the ecosystem. Villagers can work or produce agricultural products under environmentally friendly guidelines and take care of the community forests in accordance with the target of the National Land Policy subcommittees.
  5. Promote the group of farmers to increase bargaining power and access to funding, also scale expansion and sharing the infrastructure, to create value added.
  6. Linking with Agro-Tourism This will increase income for farmers in another way. by linking with relevant agencies to continuously promote the body of knowledge to practice.
  7. The development of cattle farming as a community business for career expansion in upland areas, Nan Province It should lead to a drive to create a network and expand results in Nan Province. or the upper northern area with a similar context.
เอกสารวิจัย
ดูเพิ่มเติม
น-การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนเมืองแออัด ในประเทศไทย: การมีส่วนร่วมของชุมชน (ระยะที่ 1)-นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล และคณะ
28 มิ.ย.
ก-ผลของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อธุรกิจ ชุมชน และผู้เยี่ยมเยือน กรณีศึกษาย่านเมืองเก่า จังหวัดภูเก็ต-กุลดา เพ็ชรวรุณ
28 มิ.ย.
อ-ผลของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ต่อธุรกิจ ชุมชน และผู้เยี่ยมเยือน-อัครพงศ์ อั้นทอง และกันต์สินี กันทะวงศ์วาร
28 มิ.ย.
[รายงานฉบับสมบูรณ์] ความพร้อมของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในเขตอำเภอชายแดน กรณีศึกษาอำเภอเชียงของและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
15 มิ.ย.