กลุ่มการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต>ด- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาวิทยาศาสตร์-เดชา ศุภพิทยาภรณ์
ด- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาวิทยาศาสตร์-เดชา ศุภพิทยาภรณ์
ผู้วิจัย : ผศ.ดร.เดชา ศุภพิทยาภรณ์   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) ศึกษาแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียน 3) ประเมินอภิปัญญาของนักเรียนในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์อภิปัญญา และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์

วิธีการวิจัยประกอบไปด้วย 1) วิธีการที่ใช้ในการสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้ดําเนินการโดยการเลือกและวิเคราะห์รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ในวารสารวิจัยและรายงานสืบเนื่องของการประชุมวิชาการโดยพิจารณาใน 4 ประเด็นได้แก่ กรอบแนวคิดอภิปัญญาที่ใช้ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ศึกษากลยุทธ์อภิปัญญาที่ใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การวัดและการประเมินผลอภิปัญญาในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ และการใช้อภิปัญญาในการพัฒนาผู้เรียนตามเป้าหมายของการสอนวิทยาศาสตร์2) วิธีการที่ใช้ในการวิจัยเพื่อศึกษาแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาวิทยาศาสตร์ (n = 5) ในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียน (5 ห้องเรียน ประมาณ 20 – 40 คน ต่อห้องเรียน) ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR 3 วงจรที่มีเป้าหมายต่างกันซึ่งประกอบไปด้วย วงจร 1 การพัฒนาความรู้เชิงอภิปัญญาและแนวทางการสอนด้วยกลยุทธ์อภิปัญญา วงจร 2 การพัฒนาทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนการสอนด้วยกลยุทธ์อภิปัญญา (6 – 7 แผน) และวงจร 3 การปฏิบัติการสอนในห้องเรียนจริง(14 – 16 ชั่วโมง ถึง 4 สัปดาห์) 3) วิธีการที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินอภิปัญญาของนักเรียนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ดําเนินการโดยการประเมินอภิปัญญาก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้กลยุทธ์อภิปัญญาซึ่งใช้แบบประเมินอภิปัญญามาตรฐานร่วมกับการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อตรวจสอบแบบสามเส้า และ 4) วิธีการที่ใช้ในการวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ดําเนินการโดยการใช้แบบวัดมาตรฐานอภิปัญญา MAI และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิจัยเกี่ยวกับอภิปัญญาในทางวิทยาศาสตร์ศึกษาแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ การใช้แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของอภิปัญญาในบริบทเดิมตามต้นฉบับการใช้แนวคิดขององค์ประกอบของอภิปัญญาเชิงประยุกต์ในบริบทเฉพาะสําหรับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการใช้อภิปัญญาในการพัฒนาผู้เรียนตามเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ศึกษา 2) ได้สรุปแนวทางในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงจร เพื่อพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิทยาศาสตร์และได้อภิปรายไว้3) คะแนนอภิปัญญาหลังเรียนของนักเรียนจํานวน 5 ห้องเรียนเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียนและเพิ่มขึ้นแตกต่างกัน และ 4) คะแนนอภิปัญญาหลังเรียนและผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสัมพันธ์กันในทางบวกทั้งหมด ความแตกต่างกันของบริบทของแต่ละโรงเรียนอาจจะส่งผลทําให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตามที่ได้อภิปรายไว้

This research aimed to 1) synthesize the findings in metacognition related to the teaching and learning of science in the body of literature, 2) develop guidelines for implementing action research to supplement science student teachers to enhance their students’ metacognitive ability, 3) evaluate students’ metacognitive ability of pre and post instruction using metacognitive teaching strategies, and 4) investigate the relationship between the metacognitive ability and academic achievement of students in science classrooms.

The research methods were divided into 1) the method for synthesizing the findings related to metacognitive related science teaching and learning that were selected from recent research articles published in research journals and conference proceeding reports focusing on four aspects; namely, the metacognitive theoretical framework used in science education research, the metacognitive teaching strategies implemented in science classrooms, the measurement and evaluation of metacognition in science classrooms, and the implementation of different metacognitive approaches in order to enhance students’ learning outcomes in accordance with the goals of science education, 2) the method for developing guidelines for student teachers in order to enhance the metacognitive ability of their students ( five classes; 20 – 40 students/class) that conducted an action research with three Plan-Act-Observe-Reflect cycles with different targets. These comprised cycle 1: developing student teachers’ metacognitive conceptual framework and knowledge of metacognitive teaching pedagogy, cycle 2: improving their metacognitive based lesson planning skills, and cycle 3: implementing a metacognitive based teaching approach in their real classroom setting. The method for evaluating the students’ pre and post instruction metacognitive ability was to administer a standardized metacognitive awareness inventory and some other qualitative methods for triangulation. The method for investigating the relationship between the metacognition and academic achievement of the students in the science classroom was to analyze the correlation between the post standardized metacognitive awareness inventory test score and the academic achievement test score.

The results showed that 1) the research findings on metacognition related to science teaching and learning in the body of research literature were reported in three perspectives: using an original metacognitive component framework, using a modified metacognitive components framework based on the specific context of science education, and, using metacognitive teaching strategies to develop students’ ability related to the goals of science education, 2) the guidelines for implementing the three cycles of action research to supplement science student teachers to enhance their students’ metacognitive ability were developed and discussed, 3) the metacognition post scores of the five classrooms increased in the same way but with a different magnitude, and 4) the correlation of the post metacognitive scores and achievement scores were positively correlated. However, the different context of each school might affect the varying results as discussed.