กลุ่มการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต>ด- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย- ดวงหทัย กาศวิบูลย์และคณะ
ด- การพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนไทย 4.0 : การศึกษานำร่อง วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย- ดวงหทัย กาศวิบูลย์และคณะ
ผู้วิจัย : รศ.ดร.ดวงหทัย กาศวิบูลย์และคณะ   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย 2) ศึกษาแนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย 3) เพื่อประเมินอภิปัญญาของนักเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาไทย

กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยนี้คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการจํานวนทั้งสิ้น 15 คน (วิทยาศาสตร์ 5 คนคณิตศาสตร์ 5 คน ภาษาไทย 5 คน) โดยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ มาจากชั้นเรียนของนักศึกษาฯ คนละ 1 ห้องเรียน (ประมาณห้องเรียนละ 40 คน) รวมทั้งสิ้น 485 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562

ผลการวิจัย พบว่า

  1. องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอภิปัญญาในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาไทยสามารถแบ่งออกได้ 6 ประเด็นหลักคือ 1.1 ความหมายกรอบแนวคิด และการประเมินอภิปัญญา 1.2 กลยุทธ์เชิงอภิปัญญาและการสอนเชิงอภิปัญญา1.3 การพัฒนาอภิปัญญาในทางวิทยาศาสตร์ศึกษา 1.4 การพัฒนาอภิปัญญาในทางคณิตศาสตรศึกษา 1.5 การพัฒนาอภิปัญญาในทางภาษา : การอ่าน และ 1.6) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอภิปัญญา
  2. แนวทางการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในการพัฒนาอภิปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย 3 ระยะ (จาก 3 วงจรของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR)) คือ ระยะที่ 1 การปรับพื้นความรู้ ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนาแผนฯ ที่ส่งเสริมอภิปัญญาของนักเรียน และระยะที่ 3 การสอนจริงตามแผนฯ ที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งในทั้ง 3 ระยะมีใช้การมีส่วนร่วมในการพัฒนา เช่น บรรยาย การอ่าน การอภิปราย การสังเกต การลงมือปฏิบัติ การวิพากษ์ การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการสะท้อนคิด
  3. อภิปัญญาของนักเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์จากการทําแบบวัดอภิปัญญา โดยรวมพบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนคือ 3.66 และ 3.81 ทั้งนี้ได้ค่า Effect Size (d) เท่ากับ 0.35 อภิปัญญาของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์จากการทําแบบวัดอภิปัญญา โดยรวมพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนคือ 3.61 และ4.01 ทั้งนี้ได้ค่า Effect Size (d) เท่ากับ 0.44 อภิปัญญาของนักเรียนในวิชาภาษาไทยจากการทําแบบวัดอภิปัญญา โดยรวมพบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนคือ 3.74 และ 3.99 ทั้งนี้ได้ค่า Effect Size (d) เท่ากับ 0.31
  4. ความสัมพันธ์ของอภิปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนในชั้นเรียนของนักศึกษาวิทยาศาสตร์ทั้ง 5 คน พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson’s correlation coefficient) อยู่ในช่วง 0.31 – 0.62 ของนักศึกษาคณิตศาสตร์ทั้ง 5 คน พบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.33 – 0.77 ของนักศึกษาภาษาไทยทั้ง 5 คน พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ อยู่ในช่วง 0.25 – 0.68 ซึ่งภาพรวมของทั้ง 3 สาขาวิชา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.25 – 0.77

This research was conducted to 1) study the body of knowledge on metacognitive development in teaching and learning science, mathematics, and Thai language; 2) find guidelines in implementing action research to support pre-service teachers to promote students’ metacognition in the three aforementioned subjects; 3) assess students’ metacognition in the three subjects, and 4) determine the relationship between students’ metacognition and academic achievement in science, mathematics, and Thai language.

The participants were 15 voluntary pre-service teachers (five science, five mathematics, and five Thai language) from the Faculty of Education, Chiang Mai University, including, secondary school students who were recruited from each pre-service teacher’s classrooms (about 40 students per class) totaling 485 students during the second semester of the academic year 2019.

The results were as follows:

  1. The body of knowledge on metacognitive development in teaching and learning science, mathematics, and Thai language was summarized into six aspects: 1) Definition and components of metacognition, 2) metacognitive strategies, and metacognitive teaching, 3) developing metacognition in science education, 4) developing metacognition in mathematics education, 5) developing metacognition in language: reading, and 6) research related to metacognition.
  2. The guidelines of implementing action research to support mathematics pre-service teachers to promote students’ metacognition consisted of three phases (from three action research (PAOR) cycles): Phase 1 adjusting background knowledge, Phase 2 constructing and developing lesson plans that promoted students’ metacognition, and Phase 3 teaching practices that employed the developed lesson plans. In all phases, the involvement in the development/ improvement processes; such as, lecture, reading, discussion/criticization, observation, feedback, and reflection were applied.
  3. In the science classrooms, students’ mean scores on the Metacognitive Awareness Inventory (MAI) (five-point Likert scale) from the pre-test and post-test were 3.66 and 3. 8 1, respectively, and the effect size (d) was 0.3 5 . In the mathematics classrooms, the students’ mean scores were 3.61 and 4.01, respectively, and the effect size (d) was 0.44. In the Thai language classrooms, the students’ mean scores were 3.74 and 3.95, respectively, and the effect size (d) was 0.31.
  4. For the relationship between the students’ metacognition and academic achievement for each class, the Pearson’s correlation coefficient ranged from 0.31- 0.62 for science; 0.33-0.77 for mathematics, and 0.25-0.68 for Thai language, respectively. Overall, the Pearson’s correlation coefficient ranged from 0.25-0.77.