กลุ่มนวัตกรรมทางสังคม>จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้วัยรุ่นเข้าร่วมงานจิตอาสามากขึ้นโดยที่ไม่ต้องบังคับ?
จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้วัยรุ่นเข้าร่วมงานจิตอาสามากขึ้นโดยที่ไม่ต้องบังคับ?
โพสต์ เมื่อ 29 มีนาคม 2021

งานวิจัยชิ้นนี้มีคำถามสำคัญคือ ในเมื่อมนุษย์มีพื้นฐานการอยากช่วยเหลือผู้อื่น แต่เหตุใดนักศึกษาจึงเข้าร่วมงานอาสาสมัครน้อย ดังนั้นสิ่งจูงใจที่ให้วัยรุ่นทำงานอาสาสมัครมากขึ้นนั้นจะมีสิ่งใดบ้าง?

ในเมื่อมนุษย์มีพื้นฐานการเอื้อเฟื้อและเห็นใจผู้อื่นอยู่แล้ว 40% แต่อาจจะมีเหตุผลหรือปัจจัยหลายประการที่ทำให้เขาไม่ได้เข้าร่วมงานอาสาสมัคร จากการศึกษาของ Esmond and Dunlop (2004) พบว่า ผู้ที่ยังไม่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร เกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ไม่มีเวลาอันเนื่องมาจากการทำงานที่ยุ่ง ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดขององค์กรที่ต้องการให้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร และมีความไม่ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมหากได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร ด้วยเหตุผลเหล่านี้อาจส่งผลให้บุคคลเกิดความลังเลในการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร

โดยจากงานศึกษา รสสุคนธ์ มกรมณี (2556) พบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 80% ไม่เคยทำงานอาสาสมัครให้กับองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งที่จะทำการศึกษาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่สามารถจูงใจให้บุคคลทำงานอาสาสมัครและปัจจัยใดที่ส่งผลให้บุคคลทำงานอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง

๏ กรณีศึกษาที่ 1 เป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่มีผลให้วัยรุ่นทำงานอาสาสมัคร โดยเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 781 คน แบ่งเป็นผู้ที่เคยทำงานอาสาสมัครจำนวน 414 คน และผู้ที่ไม่เคยทำงานอาสาสมัครจำนวน 367 คน

๏ กรณีศึกษาที่ 2 การทำ lap experiment และการทดลองภาคสนาม เป็นการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการจูงใจให้วัยรุ่นทำงานอาสาสมัครโดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและเทคนิคการทดลองทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งแบ่งเป็น Lab experiment และการทดลองภาคสนาม

โดย Lab experiment ใช้ผลการศึกษาจากการศึกษาที่ 1 มาออกแบบการศึกษา คือ 2 ปัจจัยจูงใจให้วัยรุ่นทำงานอาสาสมัคร (1) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ และ (2) ปัจจัยด้านบรรทัดฐานทางสังคม โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 520 คน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน 266 คน

การทดลองนี้มีวิธีการ คือ ให้ผู้ร่วมทดลองใส่ลูกปัดที่มีสีแตกต่างกันลงในซองตามเงื่อนไขที่กำหนดให้ จากนั้นติดสติ๊กเกอร์สีขาวหรือสีฟ้าที่ซองที่บรรจุลุกปัด โดยหากติดสติ๊กเกอร์สีขาวจะเท่ากับจะได้รับค่าตอบแทนเอง ส่วนหากติดสติ๊กเกอร์สีฟ้าจะเป็นการนำค่าตอบแทนบริจาคให้แก่องค์กรการกุศล (รายละเอียดอ่านเพิ่มหน้า 53)

จากนั้นนำผลการทดลองที่ได้จาก Lab experiment มาเป็นตัวออกแบบการศึกษาการทดลองภาคสนาม โดยออกแบบการทดลองโดยใช้ปัจจัยด้านบรรทัดฐานทางสังคม และลักษณะเพื่อนร่วมงานในการทดสอบว่าสามารถจูงใจให้ตัวอย่างตอบรับที่จะทำงานอาสาสมัครจริงหรือไม่ ซึ่งการทดลองนี้มีวิธีการคือให้ร่วมกันทำ Infographic โดยเผยแพร่ในเพจคนไทย 4.0 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 404 คน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน 237 คน

๏ กรณีศึกษาที่ 3 เป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจอิทธิพลของความผูกพันในการทำงานอาสาสมัครและประสบการณ์โดยรวมที่ได้รับจากการทำงานอาสาสมัคร ที่มีต่อการตัดสินใจทำงานอาสาสมัครในอนาคต โดยทำแบบสอบถามเพิ่มจากกลุ่มตัวอย่างที่ 1 ที่เคยทำงานอาสาสมัครจำนวน 182 คน การเก็บข้อมูลจะแบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เป็นการเก็บข้อมูลด้านความผูกพันจากการทำกิจกรรมอาสาสมัคร และประสบการณ์ โดยรวมจากการทำงานอาสาสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำอาสาสมัคร

จากผลการศึกษาที่ 1 พบว่า วัยรุ่นที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานอาสาสมัครมาก่อน ถูกกระตุ้นโดยปัจจัยด้านคุณค่า ที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น ปัจจัยด้านสังคมคือ เพื่ออยู่ร่วมกับครอบครัวเพื่อนฝูง และปัจจัยด้านการปกป้องตนเอง เช่น ทำให้หายเหงา เป็นต้น

ส่วนวัยรุ่นที่มีประสบการณ์ทำงานอาสาสมัครมาก่อน ถูกกระตุ้นให้ทำงานอาสาสัมครโดย ปัจจัยด้านคุณค่า คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่น และปัจจัยด้านภาพลักษณ์ ที่อยากให้ผู้อื่นมองเขาเป็นบุคคลที่มีจิตใจสาธารณะ

จากผลการศึกษาที่ 2 ใน Lab experiment พบว่าการใช้ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ไม่สามารถจูงใจให้วัยรุ่น ทำงานอาสาสมัคร ในขณะที่การใช้บรรทัดฐานทางสังคมที่หมายถึงการที่สังคมให้ค่ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ในขณะนั้น จึงจะสามารถจูงใจให้วัยรุ่นทำงานอาสาสมัครได้ ที่แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าเขารับรู้ (หรือถูกทำให้รับรู้) ว่านักศึกษาส่วนใหญ่กำลังทำงานอาสาสมัครอยู่ เขามีแนวโน้มที่จะทำงานอาสาสมัคร

ส่วนจากผลการศึกษาที่ 2 ในการทดลองภาคสนาม การศึกษาที่ได้พบว่าข้อมูลบรรทัดฐานทางสังคมสามารถจูงใจให้นักศึกษาตอบรับและทำงานอาสาสมัครเพิ่มขึ้น แต่เป็นกรณีคนร่วมงานที่ไม่ใช่เพื่อนหรือคนรู้จัก งานศึกษานี้ยังไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ที่ข้อมูลบรรทัดฐานทางสังคมไปลดแรงจูงใจในการทำงานอาสาสมัครในกรณีที่ผู้ร่วมงานเป็นเพื่อน ซึ่งยังเป็นประเด็นที่กำลังค้นคว้าต่อ

จากผลการศึกษาที่ 3 พบว่าเมื่อทำ กิจกรรมอาสาสมัครแล้วมีความตื่นเต้นและกระตือรือร้น รู้สึกภูมิใจและทุ่มเทให้กับการทำกิจกรรม รวมถึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรมและรู้สึกมีความสุขที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น ปัจจัยเหล่านี้มีผลให้ตัวอย่างมีความผูกพันกับการทำกิจกรรมอาสาสมัครค่อนข้างมาก นำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีในการทำกิจกรรมอาสาสมัครและมีแนวโน้มที่จะทำงานอาสาสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง