กลุ่มอนาคตศึกษา>ภ- คนเมือง 4.0 : อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย โครงการย่อยที่ 6 - การตายในเมือง-ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
ภ- คนเมือง 4.0 : อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย โครงการย่อยที่ 6 - การตายในเมือง-ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
ผู้วิจัย : รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์   โพสต์ เมื่อ 13 เมษายน 2021

งานชิ้นนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับการตาย ความตาย และการจัดการร่างในสังคมไทยร่วมสมัยผ่านมุมมองเชิงสังคมวิทยา โดยทําการกวาดสัญญาณเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีผลต่อความเป็นเมืองและการตาย และใช้กรอบแนวคิดอนาคตศึกษามาเป็นเครื่องมือในการเผยภาพของความเป็นไปได้4 รูปแบบที่การตายและการจัดการร่างจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เพื่อเป็นข้อมูลสําหรับการกําหนดยุทธศาสตร์และนโยบายว่าด้วยการตายและการจัดการร่างเพื่อสังคมไทย

ผลการศึกษาเสนอให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับการตาย ในฐานะที่เมืองเป็นพื้นที่ทั้งทางกายภาพ พื้นที่ของสาธารณูปโภค สร้างให้เกิดพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลที่ดํารงชีวิตในเมือง โดยสังคมในมิติของโครงสร้างเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับปัจเจกและเมืองอย่างน่าสนใจ ผ่านตัวแสดงทางอุดมการณ์เชิงสถาบัน เช่น เศรษฐกิจทุนนิยม การเมืองของการกําหนดนโยบายส่งผลให้เกิดสภาวะที่ปัจเจกเลื่อนไหลและเคลื่อนที่อยู่ในเมืองด้วยความเร่งรีบ แข่งขัน ว่างเปล่า โดดเดี่ยว ในขณะที่สังคมเป็นบริบทของชีวิตที่เปราะบาง เสี่ยงภัย และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ในนามของความเป็นสมัยใหม่ของเมืองนี้เองที่สังคมได้ค่อยๆคลายความยึดเหนี่ยวจากปทัสถานดั้งเดิม เมืองจึงมีอิทธิพลสูงต่อวิถีการดํารงชีวิตที่เป็นโทษต่อสุขภาวะ ส่งให้ปัจเจกดิ้นรนบนกระแสโดยไร้หลักยึดเกาะ

ในภาพของเมือง ผู้วิจัยฉายภาพให้เห็นถึงการตาย 7 รูปแบบที่เกิดขึ้น ได้แก่ การตายจากการเจ็บป่วยและโรค การตายอย่างโดดเดี่ยว การฆ่าตัวตาย การตายหมู่จากอุบัติเหตุการตายจากฆาตกรรม การตายจากความเสี่ยงทางสังคม และการตายทางเลือก อย่างไรก็ดีผู้วิจัยคาดการณ์ถึงอนาคตของการตายโดยการสร้างฉากทัศน์4 ฉากที่ตั้งอยู่บนแกนที่เป็นตัวแทนของบูรณาการทางสังคมที่เริ่มจากความเป็นปัจเจกนิยมไปสู่ความเป็นชุมชนนิยม และแกนที่เป็นภาพของปัจเจกที่ให้ความสําคัญกับพลังภายในตนที่จะกําหนดเส้นทางการตายของตนเอง เริ่มต้นจากความต้องการที่จะมีชีวิตแบบมนุษยนิยมไปจนถึงอีกขั้วหนึ่งของการข้ามพ้นความเป็นมนุษย์และท้ายสุดเป็นความตั้งใจของผู้วิจัยที่เปิดให้เป็นบทบาทของผู้อ่านว่าจะจินตนาการภาพการตายของตนเองในอนาคตอย่างไร

This research aims to investigate, through sociological lens, plausible relationships between urbanity and dying, death, and subsequent body disposal in the context of contemporary Thai. It proposes an assumption that structural factors determines not only level, quality, and ideology of urbanity but the way urban individuals die. The assumption is set to be explained through scenarios built on futuristic framework which hopes to lend insight into a taboo issue of dying, death, and body disposal from here on.

By deconstructing reality of dying and death, the research suggests that urbanity means 3 different but interrelated types of space – the physical, the infrastructural, and the ecological ones. On the one hand, space plays significant roles in a creation and dissemination of thoughts, ideas, innovation and, on the other, networks of social relations. Through complex interactions with social structure, urbanity becomes a location that best manifests economic capitalism, political dimensions of policies making, and all that leave urban individuals in a rush of competition, feeling incredibly alienated and lonely. Risk to life and property and vulnerability to injustice, therefore, are a byproduct of a complex yet never-straightforward relationship between space and individuals. Furthermore, it is believed to be an influence of disruptive technology that erodes the essence of being human – intimacy and compassion, freeing individuals from traditional comforts to become fractured in their everyday life. As individuals make their way in urbanity, their experiences of health, lives, and dying at large are marginalized.

In the end, the research has managed to conceptualise 7 dying and death trajectories of urban individuals –illness & disease related death, lonely death, suicide, accident and mass death, Murder death, risk-related death, and alternative death. Moreover, future of dying and death as well as body disposal issues are projected and articulated by using the theory of structuration. The X and Y axis represent agency and structure respectively. Structure refers to level of social integration amongst individuals and between individuals and their life context, moving from individualistic to communitarianism. Whilst structure seems to be more static, agency depicts dynamics of negotiations realizing at the interface urban individuals’s decisions and availability or limitation of choices regarding dying, death, and body disposal. Individual agency is arguably a gradient ranging from a will to maintain a foundation of humanism or to die naturally to a determination to live as long and eternal as transhumanism at the moment of an impending death.

Finally, questions regarding one’s preferable end-of-life pathway are left unanswered as we believe it is to wait for sound and just policies towards dying and death in Thai society to take shape and ground firmly in wider social space. But the research has attempted to propose a few policy recommendations that based on what we analyse as problems and gaps lie in current policies, changing attitudes, and challenges ahead.